วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ทำไม มินิบาร์ โรงแรมถึงแพงจังวะ?


เอนทรีนี้มาจากทั่น Barista PaRiSs ที่ถามไว้ในเอนทรี อะไรยังไงในโรงแรม#2
อย่าว่านุ่นนี่นั่นกันเลย...เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ....

minibar ในโรงแรมเรียกง่ายก็คือของกินในห้องพักแขกหรือของที่อยู่ในตู้เย็น
ซึ่งอาจจะเคยทำให้ใครหลายคนร้องเสียงหลงในลำคอเมื่อได้รู้ราคาที่แพงราดน่อง

ไม่รู้จะรีบแพงไปไหน
โค้กหนึ่งกระป๋องจากปากซอยหน้าบ้านมีราคา 13 บาทเมื่อมาอยู่ในโรงแรมอาจมีราคาประสาทแดกที่กระป๋องละ 128 บาท!มึงจะบ้าเรอะ! โค้กกระป๋องละ 128 บาท!

ไอ้แช่แฟ้บ...ไม่ใช่ละ

กระป๋องละ 128บาท ไอ้ห่า กูนั่งรถเมล์จากกรุงเทพไปซื้อโค้กที่ราชบุรีแล้วนั่งรถกลับ ยังมีเงินเหลือเล้ย!


...ไม่ได้บ้าครับ...เค้าขายกันแบบนี้จริงๆผมจะเริ่มแก้ต่างยังไงดีล่ะก่อนอื่นผมขอบอกก่อนว่ามินิบาร์เป็นบริการเสริมอำนวยความสะดวกมันวางอยู่ตรงนั้น ในตู้เย็นโดยที่เราทั้งหลายสามารถไม่ไปยุ่งกับมัน ก็พักอยู่ห้องได้อยากสบายใจมันไม่ใช่เตียงที่เราจะต้องนอน มันไม่ใช่ชักโครกที่เราจะต้องใช้ขี้คุณสามารถ "เลือก" ที่จะไม่กินได้หรือจะให้พูดกันให้ง่ายกว่านี้...โรงแรมกำลังขายความสะดวกให้กับผู้มาพัก......ยังนึกภาพไม่ออก?

เอาใหม่...สมมุติว่า เรากำลังจะเดินทางจากสาธุประดิษฐ์ไปเดอะมอลบางกะปิแน่นอน เราจะขึ้นรถเมล์สาย 22จ่าย...(กี่บาทแล้ววะ?)15บาทตลอดสาย
แล้วก็หลับคอพับไปเรื่อยจนถึงที่หมาย...

หรือ...เราเดินทำหล่อแล้วเสียพลังงานห้าแคลโลรี่โบกแท็กซี่ นั่งคนเดียวสบายๆ แอร์เย็นๆ ชิวๆ เสียเงินเริ่มตื้นที่ 35บาท อาจจะเลยเถิดไปหนึ่งร้อยยี่สิบบาทถึงที่หมายเหมือนกัน แต่สะดวกสบายไม่เท่ากันเงินที่เราเสียไปในแท็กซี่คือความสะดวกสบาย จ่ายไปเพื่อการที่เราไม่ต้องรอรถเมล์ไม่ต้องไปยืนรักแร้เมื่อยบนรถเมล์ ถ้าได้นั่งก็ไม่ต้องเข่าสึกที่ต้องสีกับพนักพิงด้านหน้า(ไม่รู้จะรีบแคบไปไหน นั่งทีไรอยากจะแปลงร่างเป็นหมากระเป๋าซะตอนนั้น)มินิบาร์ก็คล้ายๆกันครับอยากกินก็เปิดตู้เย็นหยิบเอามากินเลย ไม่ต้องมาอดเปรี้ยวเดินออกไปหาซื้อข้างนอกโรงแรมโรงแรมเก็บ "ค่าสะดวกสบาย" ไปมินิบาร์เป็นสิ่งที่ต้องสิ้นเปลืองกำลังคนดูแลมันน่ะครับ เพราะรู้หรือไม่ครับว่าพวกมินิบาร์เป็นของที่มีวันหมดอายุ...ไอ้พวกน้ำอัดลมต่างๆ ไอ้พวกขนมขบเคี้ยวต่างๆ มันมีวันหมดอายุนะครับเซ็งมั้ยครับเวลาไปซื้อโค้กแล้วเปิดออกมา แล้วมันไม่ซ่า ไม่ฟู่...จอร์จปวดตับเลยใช่มั้ยครับการที่มีของหมดอายุหรือไม่ได้คุณภาพเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในการโรงแรมครับเราจะมีการตรวจเช็คกันอย่างสม่ำเสมอ เรื่องคุณภาพสินค้าและถ้ามันใกล้ถึงเวลาหมดอายุเมื่อไหร่จะทำอย่างไร?ไม่แน่ใจว่าคืนโรงงานรึเปล่า แต่คิดว่าไม่แน่ๆ เพราะที่เคยๆเห็นๆกันมาคือ โรงแรมทำการโอนย้ายไปที่ร้านอาหาร ที่ที่ซึ่งระบายของได้เร็วกว่าจากที่ผมเคยบอกไว้ข้างบนว่ามินิบาร์เป็นบริการเสริมความสะดวก ที่แขกอาจจะเปิดหรือ อาจจะไม่เปิดก็ได้และมินิบาร์เป็นสิ่งที่สามารถหมดอายุ จึงทำให้โรงแรมนำเข้าสิ่งเหล่านี้น้อยกว่าร้านค้าปลีกข้างนอก ซึ่งแน่นอนจึงทำให้ราคาต้นทุนของเหล่านี้ไม่ถูกอย่างที่เราคิดอ่านถึงตรงนี้หลายคนคงเริ่มคิดแล้วว่า...ทำไมไม่ขายให้ถูกกว่าเดิมของจะได้ระบายออกได้เร็วขึ้นจริงครับ...ว่าถ้าลดราคาลงของจะระบายเร็วขึ้น แต่ช้าก่อน...อย่าวู่วามไป...ถ้าของถูกขายออกจากตู้เย็นมากขึ้น นั่นแปลว่า...เราจะต้องเสียพนักงานมาคอยเติมของเหล่านี้มากขึ้น แทนที่จะเอาเวลาไปบริการแขก กลับต้องมาคอยคุมสต็อกทำการเบิก เดินไปที่ห้องเพื่อทำการเติมของอีกคือคิดก็เมื่อยไตไปสองทีแล้วว่ากันง่ายๆก็คือ ขายถูกเพื่อเร่งจำนวนของ แต่เสียคน (เสียคนเท่ากับ เสียเงินนะครับในแง่ทรัพยากรบุคคล)กับ ขายแพงขึ้น ได้จำนวนลดลง เสียคนน้อยลง ที่สุดแล้ว ทั้งสองวิธีอาจได้กำไรพอๆกัน เพราะฉนั้นโรงแรมจะต้องเลือกที่ประหยัดพนักงานสิ่งที่โรงแรมทำได้คือบริหารมินิบาร์อย่างฉลาด ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไงวิธีหนึ่งที่เคยพูดไปคือ ระบายจำพวกเครื่องดื่มไปที่ร้านอาหารต่างๆ และนั่นหมายความว่า จะมีเครื่องดื่มอีกจำนวนหนึ่งเดิมที่ร้านอาหารระบายของออกช้าลงตามลำดับ...อืม..เริ่มอ่านเริ่มซากอ้อยออกทะเลแล้วใช่มะ...สรุปหัวข้อคือ1. minibar ต้องการคนดูแล ควบคุม ถ่ายเท 2. เพื่อลดจำนวนคนดูแลตรงจุดนี้ ราคาจึงแพงขึ้น เพื่อให้แขกคิดก่อนที่จะซื้อ3. minibar มีช่วงเวลาขายที่จำกัด จึงนำเข้ามาในจำนวนที่จำกัด4. minibar เป็นการขายความสะดวกสบายมาที่หัวข้อสุดท้าย...สินค้าทุกอย่างในโรงแรมจะราคาแพงกว่าสินค้าทั่วไปในประเภทเดียวกันเสมอ จะว่าเป็นค่าฟุ่มเฟือยก็ได้ครับ แต่โรงแรมก็บางครั้งก็ขายความหรูหราอยู่แล้วนิเช่นโค้กรสชาติเดียวกัน ขายตามร้านชายสี่หมี่เกี้ยวมีราคาที่ขวดละ 8บาทโค้กปริมาณเดียวกัน มาอยู่ในแก้วคริสตัล มีคนหวีผมเรียบแต่ตัวเนี้ยบ เรียกเราว่าคุณผู้ชายสิ่งที่ประกอบอยู่รอบๆโค้ก มีราคาครับ และที่สุดแล้วมันก็ทำให้โค้ก แก้วนั้นราคาอาจจะอยู่ที่ 80-120 บาทต่อแก้วได้กลับมาที่มินิบาร์กันต่อ...มินิบาร์ในทีนี้อาจรวมไปถึงอย่างอื่นเช่นกันนะครับ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างในแต่ละโรงแรมสิ่งที่เราต้องทำก็คือ เดินหาไอ้มินิบาร์ลิสต์แล้วดูว่ามีอะไรบ้างก่อนกินดื่มอะไรก็คิดนิดหนึ่งนะครับ...ราคาเท่าไหร่บางโรงแรมมีมาตรการจัดการกับสินค้า เช่นมีสติ๊กเกอร์ติด...มีแสตมป์ติดไว้เพื่อป้องกันแขกหัวหมอต่างๆส่วนใหญ่ผมจะตัดปัญหาโดยการซื้อมาจากข้างนอกเลยครับ ไม่ต้องไปยุ่งกับมันแล้วไอ้พวกที่อยากลองของโดยการแอบเปิดขวด (โดยเฉพาะขวดแก้วสิงห์) แล้วเอาน้ำประปาเติมเข้า...อันนี้เข้าข่ายเหี้ยนะครับนี่ ขอโทษเถอะโอเคคุณทำเนียน คุณไม่ต้องจ่ายตังค์ แล้วไงครับ แขกคนอื่นก็มากินน้ำประปาคุณต่อ...อย่าทำเลยว่ะสำหรับผมที่ทำงานโรงแรม...มินิบาร์ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมาอย่างหนึ่งเลยครับเพราะเวลาแขกเช็คเอาท์ พวกเราจะต้องถามว่า ได้ทานอะไรในมินิบาร์บ้างมั้ย?บางโรงแรมจะให้แขกนั่งรอ แล้วเรียกทีละห้อง แต่ที่ห้าดาวเราจะให้แขกรอไม่ได้ครับเพราะฉนั้น แม่บ้านจะต้องจัดการเข้าไปเช็คห้องให้เร็วที่สุดหรือถ้าลูกค้าบอกว่า ไม่ได้กิน เราสามารถปล่อยแขกได้เลย บ่อยครั้งก็โดนโกงมีครั้งหนึ่งแขกพาเพื่อนมาค้างคืนด้วย...ซึ่งตัวแขกเองคืนห้องแต่เช้าและแจ้งว่า ยังมีคนนอนอยู่ในห้องนะปรากฎว่า เพื่อนแขกคนที่พูดถึงเป็นเด็กวัยรุ่นไทย ซึ่งดูจากการแต่งตัวและท่าทางแล้วต้องไม่ใช่แค่เพื่อนแน่ๆคงพากันมาแอบอร่อยกันชัวร์แม่บ้านแจ้งกลับมาว่า...ห้องนี้ มินิบาร์หายหมดเลย!ไอ้น้องนี้มันแสบครับ มันโกยทุกอย่างเลยครับ แบบว่ากะเมาไปหลายวัน ท้ายที่สุดก็เรียกตำรวจ จะไอ้น้องมันคืนของแล้วจากไปด้วยดีแต่บางทีมินิบาร์ก็ทำให้เราพนักงานปวดตับได้เหมือนกันครับ เช่น...ครั้งหนึ่งผมทำงานแห่งหนึ่งมียาแก้ปวดเป็นมินิบาร์.... อารมณ์ไหนวะเนี้ยมีกล้องถ่ายรูปใช้แล้วทิ้งอยู่ในลิสต์มินิบาร์....แขกเค้าคงจะแดกรองท้องก่อนนอนอ่ะนะและที่คลาสสิคและที่ผมยังหาคำตอบไม่ได้จนบัดนี้

ทำไมถุงยางต้องอยู่ในตู้เย็นด้วยวะจะเย็นไปไหน...หือ?




ป.ล. ขอบคูณพี่แพทสำหรับคอลัมอาหารสมอง ที่เป็นข้อมูลอ้างอิงในเอนทรีนี้ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น