วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

7 ข้อดีของการปิดสนามบิน

บ้านเมืองตอนนี้ดูแย่จริงๆ นะครับ...
จากที่เคยตดไว้เมื่อเอนทรีก่อนๆ ทำให้รู้สึกว่ามันป่วยการที่จะทำแบบนั้น...
สถานการณ์แย่แบบนี้...possitive thinking แหละดีที่สุดแล้วครับ
มองโลกในแง่ดีกันเถอะครับ...เรื่องแย่ๆ ที่เราดูเห็นอยู่ มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้


ข้อดีของการปิดสนามบิน...(เท่าที่คิดออก)

1. ประหยัดพลังงานอันนี้แน่นอน สนามบินปิด เครื่องบินขึ้นไม่ได้ ประหยัดน้ำมัน...แล้วไหนคนที่จะต้องไปสนามบินอีกพอรู้ว่าสนามบินปิด ก็มีรถราไปสนามบินน้อยลง พวกพันธมิตรที่ไปสนามบินล่ะ?อย่าไปหาเรื่องเค้าแบบนั้น พวกท่านเจ้าของประเทศเค้าไตร่ตรองตรงจุดนี้แล้วเค้าใช้นโยบายไปทางเดียวขึ้นคันเดียว...เค้าไปกันทีรถสิบล้อ หกล้อ รถเมล์ฟรีอะไรก็ว่ากันไป...รถเมล์ฟรี...เห็นมั้ยครับ ใช้การคมนาคมมวลชนด้วย ประหยัดมากๆ
2. ทำให้เรารู้จักการประหยัดสถานการณ์เหี้ยๆ แบบนี้ เศรษฐกิจเหี้ยๆ แบบนี้ จะเอาอะไรแดกครับ คงไม่มีอะไรดีกว่าการประหยัดก็ดูอย่างพวกท่านเจ้าของประเทศสิครับประหยัดกันทุกคน...ทุกคนไปรวมอยู่ที่เดียวกัน กี่คนละนี่เค้าคิดๆ ดูแล้วประหยัดไฟฟ้าไปหลายบ้านเลยนะเอ้า เปลืองน้ำไฟก็แค่ที่สนามบิน...เอาน่า เค้ายังทำให้เราทุกคนเล็งเห็นการใช้จ่ายในอนาคตแล้วครับว่า เราต้องรู้จักการประหยัดแล้ว
นี่ถ้าไม่ได้พวกท่านเจ้าของประเทศ เราคิดเองไม่ได้นะนี่!

3. ลดปริมาณคนว่างงานช่วงนี้โรงงานปิดตัวกันเยอะ ท่านพี่เค้าก็เลยเรียกคนมาให้การศึกษากันน่ะครับ อะไรที่เค้าว่านะ มหาลัยอะไรสักอย่าง ที่มีชุดยูนิฟอร์มมหาลัยเป็นเสื้อสีเหลือง ผ้าโพกหัว แล้วก็อะไรสักอย่างที่เอาตีให้ดังอะ... ใครว่างงานก็ไปประชุมกัน...ได้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย มีข้าวกิน ได้ฟังคอนเสิร์ตฟรีด้วยนะเว้ย วันไหนโชคดีเจอดาราอีก ช่วงก่อนท่านพี่เค้าพาออกมาทัศนศึกษานอกสถานที่ แถวทำเนียบ แต่พี่เค้าบ่นว่าเบื่อ ตอนนี้ก็เลยมาที่สนามบิน ได้นอนห้องแอร์ แม่งเอ้ย สบายชิบหาย อย่าครับ...อย่าคิดแบบนั้น พวกเขาไม่ได้เงินนะครับ เขาไปด้วยใจจริงๆ
4. สุวรรณภูมิควรปรับปรุงทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วสนามบินสุวรรณภูมิ จำเป็นต้องเปิดส่วนอื่นเพิ่มแล้ว เพราะรู้สึกว่าชักจะคับแคบไป ไม่ประท้วงไม่รู้นะเนี่ยว่าสนามบินเรามีเนื้อที่ไม่พอใช้ เราต้องเปิดส่วนอื่นเพิ่มแล้วครับ วันนึงมีนักท่องเที่ยวแห่มาเราจะทำยังไงครับห้องน้ำก็ไม่พอใช้แน่ๆ อะ แต่ไม่ต้องห่วงครับ เพราะได้ยินว่าพี่เค้าจะประท้วงให้สร้างห้องน้ำเพิ่ม ไม่งั้นจะประท้วงโดยการยืนเยี่ยวให้เสาอาคารกร่อนจนพัง
5. ทำให้พวกเราสบาย ทำงานน้อยลงจะมีสักกี่ครั้งที่ชาวนายจ้าง ออกมาขอร้องให้เราเลิกงานตรงเวลา สำหรับคนโรงแรมก็สบายเพราะแขกน้อยลง จะมีสักกี่ปีนะที่เรามาทำงานอย่างสบายตัวสบายไตเพราะไม่มีแขกในฤดูท่องเที่ยวแบบนี้ ส่วนเพื่อนๆ ที่อยู่สนามบินก็ไม่ต้องทำงานกันเลย ชาติเสียหาย?~ มันก็แค่เล็กน้อย...วันละแสนล้านเอ๊งปัดโธ่...อะไรนักหนา...ท่านเจ้าของประเทศเค้าเล็งเห็นแล้วว่า เราคนไทยอยู่กันได้ครับ เพราะเมืองสยามประเทศ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวครับ ลืมไปแล้วรึไงครับ เมื่อก่อนยังอยู่กันได้ แล้วทำไมตอนนี้จะอยู่ไม่ได้เราก็แค่ออกไปทำสวนทำไร่ ทำนา ก็เท่านั้น แต่ช่วงนี้ทำนาก็จะลำบากนิดนึงเพราะควายส่วนใหญ่อยู่ในสนามบินหมดแล้ว...
นักท่องเที่ยวอะไรก็ไม่ต้องรับแล้ว...เรารวยขนาดนี้ วันละแสนล้านกับการก่อสร้างประชาธิปไตย...จัดว่าคุ้ม!
6. ส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาทรัพยกรของประเทศส่งเสริมการท่องเที่ยวยังไงว่ะ ชิบหาย!อย่าครับ...อย่าเพิ่งโมโหควายแล้วพับแขนขู่ครับพี่ ผมกลัวพี่แล้วครับ ฟังก่อน...
นี่เป็นการตลาดส่งเสริมการท่องเที่ยวครับ...การที่เราจะทำความสะอาดห้องให้ดี เราต้องทำให้ห้องโล่งที่สุดใช่มะ แล้วค่อยจัดการถูพื้นอะไรก็ว่าไป
ในทางเดียวกัน เราจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างไร หากยังมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันทุกวันๆ เราก็ต้องจัดการให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องเข้าประเทศอีก จากนั้นก็ค่อยซ่อมแซมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของเรา
แล้วนักท่องเที่ยวที่ค้างอยู่ที่สนามบินละ?อย่าครับ อย่า...อย่าคิดว่าท่านเจ้าของประเทศไม่ได้คิดถึงตรงนั้นนี่คือกุศโลบายสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้กับนักท่องเที่ยว คนเราเวลากลับบ้านไม่ได้ ก็คิดถึงบ้านเวลาคิดถึงบ้านก็ยิ่งอยากกลับบ้าน พอถึงบ้านก็กอดกัน...แสดงความรักกันเป็นไง แอบโรแมนติกนะนี่
อีกอย่างพวกที่ตกค้างที่สนามบินมันพวกงก!
สนามบินนานาชาติในประเทศไทยไม่ได้มีแค่สุวรรณภูมิครับ เชียงใหม่ก็มี สมุยก็ใช่ ภูเก็ตก็ได้...
ที่กรุงเทพปิด คนก็แห่ไปต่างจังหวัด...เป็นไง...ส่งเสริมการท่องเที่ยว...
นี่ยิงปืนนัดเดียว นกตายเป็นรัง!
ทุกๆ ปีเราต้องเสียค่าโฆษณาการท่องเที่ยวกี่สิบกี่ร้อยล้านบาทครับ แต่ช่วงสองสามวันนี้เราไม่ต้องเสียเงินโฆษณาประเทศไทยเลยสักบาทแดงเดียว ชาวบ้านเค้ารู้กันทั่วไอ้เชี้ยเอ้ย...ไม่ใช่เจ็กเยี่ยวเน่าคิดไม่ได้ขนาดนี้นะเนี้ย

โฆษณายังไง?แหมก็...ก็คนไทยน่ะสามัคคีกันจะตาย จะมีสักกี่ประเทศในโลกที่มีคนออกมาใส่เสื้อสีเดียวกัน แล้วออกมาพบชุมนุมพบปะกันครับ คนที่เราต้องขอบคุณก็ไม่ในสนธิและจำลองด้วยครับ
คนที่เราๆ ต้องขอบคุณก็คือคุณสันติครับ!
ไม่เชื่อลองไปฟังข่าวดูอีกครั้ง...เราออกมาชุมนุมกันโดยสันติ
เรายังโฆษณาว่าเราชาวไทยรักความสงบสุขกันจริงๆ ภาพความรุนแรงอะไรสักอย่างเมื่อวันก่อนเป็นแค่การสร้างภาพ เป็นภาพ contrast คือให้เห็นความรุนแรงก่อน จากนั้นก็จะตัดภาพมาที่สนามบินเห็นผู้คนอยู่ด้วยกัน ยิ้มกันหัวเราะกัน ฟังเพลงกันปิดท้ายด้วยการดูละครสัตว์กัน
อีกอย่างภาพความรุนแรงที่เห็นก็สร้างด้วยระบบคอมพิวเตอร์ครับ เป็น CG ระดับฮอลลิวู้ด
ไอ้แช่แฟ้บ!!! ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงค์ ยังอายม้วนอะคนไทยไม่มีหรอกที่จะออกมาทำอะไรให้เฉาฉุ่ยแบบนี้
7. สร้างต้นแบบประชาธิปไตยประชาธิปไตยเป็นเรื่องของคนหมู่มากครับประเทศเรามีประชาธิปไตย.จะมีกี่ประเทศในที่มีประชาธิปไตยและรู้กฎหมายเท่าประเทศไทยไม่มีแล้วครับการชุมนุมครั้งนี้ ชุมนุมโดยสันติ...อีสันตินี่เป็นใครวะคนที่สั่งปิดสนามบินคือเจ้ากรมการท่า ไม่ใช่กลุ่มผู้ชุมนุม! กลุ่มผู้ชุมนุมก็แค่เข้าไปในสนามบินเท่านั้น ก็แค่ขึ้นมาที่หอคอยควบคุมการบินเท่านั้น...เท่านั้นเอ๊ง...ไม่มีใครออกมาเอาปืนจี้หัวนมแล้วบังคับให้ปิดสนามบินเลยครับ
เค้าแค่ขอร้องให้นายกลาออกก็เท่านั้น...เงื่อนไขไม่ยาก
นายกลาออก เลือกใหม่ ไม่ชอบก็ประท้วงอีก ปิดสนามบินอีก
แรกๆ ก็เงี้ยยังไม่ชิน ลองปิดสนามบินสักห้าหกที เดี๋ยวก็ชินไปเอง...เชื่อผม
ผมว่าอีหน่อยพี่เค้าก็ไปตั้งพรรคการเมืองแล้วแหละ เชื่อดิ พวกพี่เค้าคิดได้แหละ
เราแค่ต้องอดทนนิดๆ หน่อยๆ เอง

ต่อไปนี้ประชาธิปไตยเราก็จะแข็งแรงมาก ต้องการอะไรให้ไปหาคนมาสักห้าสิบคนแล้วไปยึดอะไรสักอย่าง แล้วจะได้
ต่อไปอาจเห็นเด็กนักเรียนประถมยึดป้ายรถเมล์ เรียกร้องให้ร้านเกมส์ลดค่าชั่วโมงต่อไปอาจเห็นเด็กแว๊นซ์ยึดยึดวงเวียนใหญ่ประท้วงให้เติมน้ำมันฟรีต่อไปอาจเห็นคนยึดร้านวีดีโอปากซอยประท้วงให้ดูหนังโป๊เสรีได้ต่อไปอาจเห็นนักศึกษายึดร้านสยามประท้วงให้ชุดว่ายน้ำติดกระโปรงเป็นเครื่องแบบมหาลัยได้ เพราะชุดนักศึกษาตอนนี้ยังรัดนมไม่พอ



นั่นเป็นเรื่องอนาคตครับ
ตอนนี้ดูท่านๆ เจ้าของประเทศเค้าสอนเราเรื่องประชาธิปไตยกันต่อไปดีกว่า
ไม่น่าเบื่อครับ เพราะบางทีก็คั่นด้วยละครสัตว์นิดๆ หน่อยๆ
สนุก...ชิบหายจริงๆ

ทำไม มินิบาร์ โรงแรมถึงแพงจังวะ?


เอนทรีนี้มาจากทั่น Barista PaRiSs ที่ถามไว้ในเอนทรี อะไรยังไงในโรงแรม#2
อย่าว่านุ่นนี่นั่นกันเลย...เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ....

minibar ในโรงแรมเรียกง่ายก็คือของกินในห้องพักแขกหรือของที่อยู่ในตู้เย็น
ซึ่งอาจจะเคยทำให้ใครหลายคนร้องเสียงหลงในลำคอเมื่อได้รู้ราคาที่แพงราดน่อง

ไม่รู้จะรีบแพงไปไหน
โค้กหนึ่งกระป๋องจากปากซอยหน้าบ้านมีราคา 13 บาทเมื่อมาอยู่ในโรงแรมอาจมีราคาประสาทแดกที่กระป๋องละ 128 บาท!มึงจะบ้าเรอะ! โค้กกระป๋องละ 128 บาท!

ไอ้แช่แฟ้บ...ไม่ใช่ละ

กระป๋องละ 128บาท ไอ้ห่า กูนั่งรถเมล์จากกรุงเทพไปซื้อโค้กที่ราชบุรีแล้วนั่งรถกลับ ยังมีเงินเหลือเล้ย!


...ไม่ได้บ้าครับ...เค้าขายกันแบบนี้จริงๆผมจะเริ่มแก้ต่างยังไงดีล่ะก่อนอื่นผมขอบอกก่อนว่ามินิบาร์เป็นบริการเสริมอำนวยความสะดวกมันวางอยู่ตรงนั้น ในตู้เย็นโดยที่เราทั้งหลายสามารถไม่ไปยุ่งกับมัน ก็พักอยู่ห้องได้อยากสบายใจมันไม่ใช่เตียงที่เราจะต้องนอน มันไม่ใช่ชักโครกที่เราจะต้องใช้ขี้คุณสามารถ "เลือก" ที่จะไม่กินได้หรือจะให้พูดกันให้ง่ายกว่านี้...โรงแรมกำลังขายความสะดวกให้กับผู้มาพัก......ยังนึกภาพไม่ออก?

เอาใหม่...สมมุติว่า เรากำลังจะเดินทางจากสาธุประดิษฐ์ไปเดอะมอลบางกะปิแน่นอน เราจะขึ้นรถเมล์สาย 22จ่าย...(กี่บาทแล้ววะ?)15บาทตลอดสาย
แล้วก็หลับคอพับไปเรื่อยจนถึงที่หมาย...

หรือ...เราเดินทำหล่อแล้วเสียพลังงานห้าแคลโลรี่โบกแท็กซี่ นั่งคนเดียวสบายๆ แอร์เย็นๆ ชิวๆ เสียเงินเริ่มตื้นที่ 35บาท อาจจะเลยเถิดไปหนึ่งร้อยยี่สิบบาทถึงที่หมายเหมือนกัน แต่สะดวกสบายไม่เท่ากันเงินที่เราเสียไปในแท็กซี่คือความสะดวกสบาย จ่ายไปเพื่อการที่เราไม่ต้องรอรถเมล์ไม่ต้องไปยืนรักแร้เมื่อยบนรถเมล์ ถ้าได้นั่งก็ไม่ต้องเข่าสึกที่ต้องสีกับพนักพิงด้านหน้า(ไม่รู้จะรีบแคบไปไหน นั่งทีไรอยากจะแปลงร่างเป็นหมากระเป๋าซะตอนนั้น)มินิบาร์ก็คล้ายๆกันครับอยากกินก็เปิดตู้เย็นหยิบเอามากินเลย ไม่ต้องมาอดเปรี้ยวเดินออกไปหาซื้อข้างนอกโรงแรมโรงแรมเก็บ "ค่าสะดวกสบาย" ไปมินิบาร์เป็นสิ่งที่ต้องสิ้นเปลืองกำลังคนดูแลมันน่ะครับ เพราะรู้หรือไม่ครับว่าพวกมินิบาร์เป็นของที่มีวันหมดอายุ...ไอ้พวกน้ำอัดลมต่างๆ ไอ้พวกขนมขบเคี้ยวต่างๆ มันมีวันหมดอายุนะครับเซ็งมั้ยครับเวลาไปซื้อโค้กแล้วเปิดออกมา แล้วมันไม่ซ่า ไม่ฟู่...จอร์จปวดตับเลยใช่มั้ยครับการที่มีของหมดอายุหรือไม่ได้คุณภาพเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในการโรงแรมครับเราจะมีการตรวจเช็คกันอย่างสม่ำเสมอ เรื่องคุณภาพสินค้าและถ้ามันใกล้ถึงเวลาหมดอายุเมื่อไหร่จะทำอย่างไร?ไม่แน่ใจว่าคืนโรงงานรึเปล่า แต่คิดว่าไม่แน่ๆ เพราะที่เคยๆเห็นๆกันมาคือ โรงแรมทำการโอนย้ายไปที่ร้านอาหาร ที่ที่ซึ่งระบายของได้เร็วกว่าจากที่ผมเคยบอกไว้ข้างบนว่ามินิบาร์เป็นบริการเสริมความสะดวก ที่แขกอาจจะเปิดหรือ อาจจะไม่เปิดก็ได้และมินิบาร์เป็นสิ่งที่สามารถหมดอายุ จึงทำให้โรงแรมนำเข้าสิ่งเหล่านี้น้อยกว่าร้านค้าปลีกข้างนอก ซึ่งแน่นอนจึงทำให้ราคาต้นทุนของเหล่านี้ไม่ถูกอย่างที่เราคิดอ่านถึงตรงนี้หลายคนคงเริ่มคิดแล้วว่า...ทำไมไม่ขายให้ถูกกว่าเดิมของจะได้ระบายออกได้เร็วขึ้นจริงครับ...ว่าถ้าลดราคาลงของจะระบายเร็วขึ้น แต่ช้าก่อน...อย่าวู่วามไป...ถ้าของถูกขายออกจากตู้เย็นมากขึ้น นั่นแปลว่า...เราจะต้องเสียพนักงานมาคอยเติมของเหล่านี้มากขึ้น แทนที่จะเอาเวลาไปบริการแขก กลับต้องมาคอยคุมสต็อกทำการเบิก เดินไปที่ห้องเพื่อทำการเติมของอีกคือคิดก็เมื่อยไตไปสองทีแล้วว่ากันง่ายๆก็คือ ขายถูกเพื่อเร่งจำนวนของ แต่เสียคน (เสียคนเท่ากับ เสียเงินนะครับในแง่ทรัพยากรบุคคล)กับ ขายแพงขึ้น ได้จำนวนลดลง เสียคนน้อยลง ที่สุดแล้ว ทั้งสองวิธีอาจได้กำไรพอๆกัน เพราะฉนั้นโรงแรมจะต้องเลือกที่ประหยัดพนักงานสิ่งที่โรงแรมทำได้คือบริหารมินิบาร์อย่างฉลาด ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไงวิธีหนึ่งที่เคยพูดไปคือ ระบายจำพวกเครื่องดื่มไปที่ร้านอาหารต่างๆ และนั่นหมายความว่า จะมีเครื่องดื่มอีกจำนวนหนึ่งเดิมที่ร้านอาหารระบายของออกช้าลงตามลำดับ...อืม..เริ่มอ่านเริ่มซากอ้อยออกทะเลแล้วใช่มะ...สรุปหัวข้อคือ1. minibar ต้องการคนดูแล ควบคุม ถ่ายเท 2. เพื่อลดจำนวนคนดูแลตรงจุดนี้ ราคาจึงแพงขึ้น เพื่อให้แขกคิดก่อนที่จะซื้อ3. minibar มีช่วงเวลาขายที่จำกัด จึงนำเข้ามาในจำนวนที่จำกัด4. minibar เป็นการขายความสะดวกสบายมาที่หัวข้อสุดท้าย...สินค้าทุกอย่างในโรงแรมจะราคาแพงกว่าสินค้าทั่วไปในประเภทเดียวกันเสมอ จะว่าเป็นค่าฟุ่มเฟือยก็ได้ครับ แต่โรงแรมก็บางครั้งก็ขายความหรูหราอยู่แล้วนิเช่นโค้กรสชาติเดียวกัน ขายตามร้านชายสี่หมี่เกี้ยวมีราคาที่ขวดละ 8บาทโค้กปริมาณเดียวกัน มาอยู่ในแก้วคริสตัล มีคนหวีผมเรียบแต่ตัวเนี้ยบ เรียกเราว่าคุณผู้ชายสิ่งที่ประกอบอยู่รอบๆโค้ก มีราคาครับ และที่สุดแล้วมันก็ทำให้โค้ก แก้วนั้นราคาอาจจะอยู่ที่ 80-120 บาทต่อแก้วได้กลับมาที่มินิบาร์กันต่อ...มินิบาร์ในทีนี้อาจรวมไปถึงอย่างอื่นเช่นกันนะครับ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างในแต่ละโรงแรมสิ่งที่เราต้องทำก็คือ เดินหาไอ้มินิบาร์ลิสต์แล้วดูว่ามีอะไรบ้างก่อนกินดื่มอะไรก็คิดนิดหนึ่งนะครับ...ราคาเท่าไหร่บางโรงแรมมีมาตรการจัดการกับสินค้า เช่นมีสติ๊กเกอร์ติด...มีแสตมป์ติดไว้เพื่อป้องกันแขกหัวหมอต่างๆส่วนใหญ่ผมจะตัดปัญหาโดยการซื้อมาจากข้างนอกเลยครับ ไม่ต้องไปยุ่งกับมันแล้วไอ้พวกที่อยากลองของโดยการแอบเปิดขวด (โดยเฉพาะขวดแก้วสิงห์) แล้วเอาน้ำประปาเติมเข้า...อันนี้เข้าข่ายเหี้ยนะครับนี่ ขอโทษเถอะโอเคคุณทำเนียน คุณไม่ต้องจ่ายตังค์ แล้วไงครับ แขกคนอื่นก็มากินน้ำประปาคุณต่อ...อย่าทำเลยว่ะสำหรับผมที่ทำงานโรงแรม...มินิบาร์ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมาอย่างหนึ่งเลยครับเพราะเวลาแขกเช็คเอาท์ พวกเราจะต้องถามว่า ได้ทานอะไรในมินิบาร์บ้างมั้ย?บางโรงแรมจะให้แขกนั่งรอ แล้วเรียกทีละห้อง แต่ที่ห้าดาวเราจะให้แขกรอไม่ได้ครับเพราะฉนั้น แม่บ้านจะต้องจัดการเข้าไปเช็คห้องให้เร็วที่สุดหรือถ้าลูกค้าบอกว่า ไม่ได้กิน เราสามารถปล่อยแขกได้เลย บ่อยครั้งก็โดนโกงมีครั้งหนึ่งแขกพาเพื่อนมาค้างคืนด้วย...ซึ่งตัวแขกเองคืนห้องแต่เช้าและแจ้งว่า ยังมีคนนอนอยู่ในห้องนะปรากฎว่า เพื่อนแขกคนที่พูดถึงเป็นเด็กวัยรุ่นไทย ซึ่งดูจากการแต่งตัวและท่าทางแล้วต้องไม่ใช่แค่เพื่อนแน่ๆคงพากันมาแอบอร่อยกันชัวร์แม่บ้านแจ้งกลับมาว่า...ห้องนี้ มินิบาร์หายหมดเลย!ไอ้น้องนี้มันแสบครับ มันโกยทุกอย่างเลยครับ แบบว่ากะเมาไปหลายวัน ท้ายที่สุดก็เรียกตำรวจ จะไอ้น้องมันคืนของแล้วจากไปด้วยดีแต่บางทีมินิบาร์ก็ทำให้เราพนักงานปวดตับได้เหมือนกันครับ เช่น...ครั้งหนึ่งผมทำงานแห่งหนึ่งมียาแก้ปวดเป็นมินิบาร์.... อารมณ์ไหนวะเนี้ยมีกล้องถ่ายรูปใช้แล้วทิ้งอยู่ในลิสต์มินิบาร์....แขกเค้าคงจะแดกรองท้องก่อนนอนอ่ะนะและที่คลาสสิคและที่ผมยังหาคำตอบไม่ได้จนบัดนี้

ทำไมถุงยางต้องอยู่ในตู้เย็นด้วยวะจะเย็นไปไหน...หือ?




ป.ล. ขอบคูณพี่แพทสำหรับคอลัมอาหารสมอง ที่เป็นข้อมูลอ้างอิงในเอนทรีนี้ครับ